หน้าแรก Article ย้อนรอย Room หนังดราม่าที่ท้าทายและหนักหน่วงที่สุดของ บรี ลาร์สัน

ย้อนรอย Room หนังดราม่าที่ท้าทายและหนักหน่วงที่สุดของ บรี ลาร์สัน

307

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 มีหนังดราม่าเล็กๆ ที่ชื่อว่า Room ได้คว้ารางวัลในหลายเวทีชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น รางวัลลูกโลกทองคำ สมาคมนักแสดงอาชีพแห่งอเมริกา สถาบันภาพยนต์และโทรทัศน์แห่งประเทศอังกฤษ และรางวัลที่ไกลเกินฝันอย่างออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมก็ตกเป็นของ บรี ลาร์สัน ซึ่งเธอได้เบียดเอาชนะคู่แข่งขาโหดอย่าง เคท แบลนเชตต์ (Carol), เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ (Joy) ชาร์ล็อตต์ แรมป์ลิง (45 Years) และเซอร์ชาร์ส โรแนน (Brooklyn) ได้สำเร็จ

ณ ตอนนั้น บรี ลาร์สัน เป็นนักแสดงสาววัย 26 ปีที่สร้างชื่อจากหนังอินดี้เล็กๆ ใน Short Term 12 กระทั่งได้ขยับไปสมทบนักแสดงมากฝีมือใน The Gambler ของมาร์ค วาร์ลเบิร์ก และ Trainwreck ของเอมี่ ชูเมอร์ ซึ่งฝีมือที่ไม่ธรรมดาของเธอได้ไปเตะตา เลนนี อับราฮัมสัน ผู้กำกับชาวไอริชที่กำลังจะทำหนังเรื่องใหม่อยู่พอดิบพอดี

“เธอทำให้ผมทึ่งสุดๆ” อับราฮัมสันบอกความประทับใจ “เธอดูเหมือนเป็นคนนั้นจริงๆ และนั่นสำคัญสำหรับเรา เธอเหมือนเด็กผู้หญิงที่คุณพอจะนึกภาพได้ว่ากำลังกลับจากโรงเรียนและถูกลักพาตัวเพียงเพราะเธอโชคร้าย”

Room เป็นหนังที่ เลนนี อับราฮัมสัน หยิบเอานิยายของ เอ็มม่า โดโนจ์ฮิว มาดัดแปลง ซึ่งเป็นงานเขียนที่ได้แรงบันดาลใจจากคดีสะเทือนขวัญของ เอลิซาเบธ ฟริตเซล เด็กสาวที่ถูกพ่อแท้ๆ ข่มขืนและขังไว้ในห้องใต้ดินกว่า 24 ปี

หนังเล่าเรื่องราวของ จอย เด็กสาวที่ถูกลักพาตัวไปข่มขืนและถูกขังอยู่ในห้องเก็บของเป็นเวลาหลายปี ขณะเดียวกันเธอก็ต้องดูแลลูกที่เกิดออกมาในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ให้มีความสุขเท่าที่เด็กคนนึงจะมีได้

ฟังดูแล้ว การรับบทนำในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนเรียกร้องความสามารถในการแสดงอย่างมาก ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ บรี ลาร์สัน เลือกที่จะเข้ามารับบทเด็กสาวผู้โชคร้ายคนนี้ “ฉันจะไม่เล่นบทที่เป็นแค่อีกบทบาทหนึ่ง ฉันสนใจที่จะเรียนรู้ตัวเองและความเป็นมนุษย์ให้มากขึ้น” ลาร์สันเล่าถึงความตั้งใจเริ่มแรก หลังจากนั้นเองความท้าทายต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามาในช่วงระยะเวลาเตรียมตัวก่อนถ่ายทำ เริ่มตั้งแต่การปรึกษากับนักโภชนาการเพื่อลดน้ำหนัก ด้วยการกินแต่ขนมปัง เนยถั่ว และชีส จากนั้นก็ขังตัวเองไว้ในห้องเป็นเดือนๆ เพื่อให้สภาพผิวมีลักษะเหมือนกับคนที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน ไม่หวีผม ไม่แปรงฟัน หรือแม้แต่การออกกำลังกายทุกวันจนดูเหมือนคนอ่อนแรงหล้า

นอกเหนือจากนั้น ลาร์สันยังศึกษาสภาพจิตใจของบุคคลที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตใจของคนที่ถูกขังในห้องปิดตายเป็นระยะเวลา 7 ปี “ฉันทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านการบอบช้ำทางจิตใจ คนที่สามารถอธิบายให้ฉันฟังได้ว่าอาการมันเป็นยังไง แสดงออกมายังไง อะไรที่เราจะได้เห็นจากเธอ อะไรที่เราจะได้เห็นจากเธอในห้องนั้น อะไรที่เราจะได้เห็นเมื่อเธอกลับบ้าน ความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นจะเป็นยังไง เมื่อฉันรู้ทุกอย่างเหล่านี้แล้ว ฉันก็มีไอเดียแล้วว่าเธอจะเป็นคนยังไง”

การรับบทเป็นคนที่บอบช้ำทางร่างกายและจิตใจยังไม่ใช่ทั้งหมดที่ลาร์สันต้องทำ แต่เธอยังต้องรับบทเป็นแม่ของ แจ็ค เด็กวัย 5 ขวบที่รับบทโดย เจคอบ เทรมเบลย์ ด้วย ในขณะที่เธอไม่เคยเป็นแม่คนมาก่อน การสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเด็กคนนี้ให้ได้มากที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็น นั่นก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ

“มันไม่ใช่แค่ว่าเมื่อมีคนตะโกนว่า ‘คัท’ แล้วงานฉันจะเสร็จ” ลาร์สันบอกว่านอกเหนือเวลางานแล้ว เธอกับเจคอบจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเที่ยวเล่นด้วยกัน ออกไปกินข้าวด้วยกัน พูดคุยสัพเพเหระ ทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นดังเช่นปกติ “เราใช้เวลาด้วยกันในห้องที่ไม่ใช่การด้นสดในฉาก เราทำแบบนั้นทุกๆ วันเป็นเวลากว่าสัปดาห์ก่อนจะเข้าไปถ่ายทำจริง”

การรับบทเป็นแม่คนครั้งนี้เอง ทำให้ บรี ลาร์สัน ถูกดึงกลับไปยังอดีตที่เกี่ยวข้องกับแม่ของเธอ อดีตที่แจ่มชัดขึ้นถึงคนเป็นแม่ที่พยายามดูแลลูกของตัวเองให้โตขึ้นมาบนโลกอันแสนโหดร้าย “มันทำให้ฉันรู้ถึงความดิ้นรนของคนเป็นแม่ รู้ว่าความรักมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน ตอนนั้นเองฉันก็เข้าใจมุมมองของแม่ในตอนที่ฉันยังเด็ก และเข้าใจว่าเธอรักและปกป้องฉันยังไงในแบบที่ฉันไม่เคยสังเกตมาก่อน”

ลาร์สันเล่าว่าแม่พาเธอและน้องสาวย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนท์ห้องเล็กๆ ที่ลอสแอนเจลิส ซึ่งแทบไม่มีอะไรเลย ไม่มีของเล่น ต้องสวมเสื้อผ้าราคาถูก กินแต่อาหารจั๊งก์ฟู้ด เรียกได้ว่าเปรียบเสมือน “ห้อง” ที่เธอถูกขังในหนังเลยก็ว่าได้ กระทั่งเวลาล่วงเลยไป 3 สัปดาห์ เธอก็รู้ตัวว่าไม่ได้กลับไปยังบ้านเกิดที่แซคราเมนโต้อีกเลย เพราะเธอไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ของเธอได้หย่ากันก่อนที่จะย้ายมา ยิ่งกว่านั้นเธอยังจำวันที่แม่ตื่นขึ้นมาร้องไห้ได้ด้วย

“ตอนนั้นฉันร้องไห้ออกมาเลย จากนั้นฉันก็โทรหาแม่เพื่อขอโทษกับทุกเรื่องที่ฉันไม่เคยรู้ตอนที่ฉันยังเด็ก”

อ้างอิง Independent, Telegraph, Awards Daily