หน้าแรก News คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี เผยวิธีคิดการแก้บท Mission: Impossible – Ghost Protocol หนังที่ทำให้ อีธาน ฮันต์ กลับสู่ความยิ่งใหญ่

คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี เผยวิธีคิดการแก้บท Mission: Impossible – Ghost Protocol หนังที่ทำให้ อีธาน ฮันต์ กลับสู่ความยิ่งใหญ่

64

คริสโตเฟอร์ แม็คควอร์รี หลายคนคงได้ยินชื่อนี้จากหนัง Mission: Impossible – Rogue Nation และ Fallout ในฐานะมือเขียนบทและผู้กำกับ ผู้ที่มีฝีมือไม่ธรรมดาและสร้างความสดใหม่ในหนังบู๊ยุคนี้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเขาเคยมีส่วนร่วมกับหนังภาคก่อนหน้าอย่าง Ghost Protocol ของผู้กำกับ แบรด เบิร์ดด้วย ซึ่งในตอนนั้นแม็คควอร์รีได้เข้ามาแก้ไขบทในส่วนของการเผยไต๋ปฏิบัติการนิวเคลียร์ของตัวร้าย ชะตากรรมของแฟนสาวของอีธาน ฮันต์ และเรื่องราวของสายลับแบรนต์ครับ

“ตอนผมอ่านบท เรื่องใหญ่ก็คือคุณไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในกระเป๋าเดินทาง คุณไม่รู้ว่าอะไรถูกปิดบังไว้ ไม่รู้ว่าตัวร้ายกำลังจะทำอะไร ทั้งหมดถูกเก็บเป็นความลับ และ มิเชล โมนักแฮน ตาย ตัวละครจูเลียตายจริงๆ ผมเข้ามาดูบทแล้วบอกว่า ‘ฟังนะ จะมีสองอย่างเกิดขึ้น หนึ่งคือหากจูเลียตาย ไม่ว่าเนื้อเรื่องจะออกมาเป็นยังไง ผมเศร้าแน่ หนังจะไปไม่สุด เพราะแม้ว่าอีธานจะสำเร็จภารกิจ เขาจะแบกรับความล้มเหลวซึ่งคุณจะพาดพิงถึงมันตลอดหนังทั้งเรื่อง’ คุณต้องพาผู้ชมเกี่ยวติดในเรื่องราว Mission: Impossible ของแบรด เบิร์ด”

“อีกอย่างก็คือปูมหลังของ เจเรมี่ เรนเนอร์ หรือตัวละครของเขา แบรนต์ เขาเป็นสายลับที่ตอนนี้กลายเป็นนักวิเคราะห์ แต่เหตุผลที่เขาไม่กลับไปปฏิบัติการภาคสนามเพราะความอึดอัดใจ ซึ่งมาจากการตายของสองสายลับไม่เปิดเผยชื่อ และในเหตุการณ์นั้น ผมคิดว่าพวกเขาใช้ชื่อว่า ไวท์ริเวอร์ มันกลายเป็นรหัสของแผลเป็นที่ไม่มีวันจางของอดีตของเขา“

แม็คควอร์รีบอกว่าเขาตั้งใจที่จะเปลี่ยนเรื่องราวระหว่างฮันต์และแบรนด์ให้มีความเกี่ยวข้องกันมากขึ้น รวมไปถึงการไม่เล่าถึงจูเลียจนกระทั่งสมควรแก่เวลาจริงๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับบทฉบับก่อนที่เขาจะเข้ามาแก้ไข

“ผมบอก ‘อันดับแรก มารวมเนื้อเรื่องของทอมกับเจเรมี่ให้สัมพันธ์กันดีกว่า’ เพราะตอนนี้รู้สึกเหมือนเป็นหนังคนละเรื่อง และอีกครั้ง การคลายปมของเจเรมี่ก็ไม่มีความสำคัญอะไร มันไปไม่สุด เพราะเขายังอึดอัดใจและสองคนนั้นก็ยังตายอยู่ดี ในขณะที่หากเรารวมเนื้อเรื่องเพื่อเล่าว่าเจเรมี่รู้สึกผิดต่อการตายของจูเลีย และตอนจบเราก็พบว่าจูเลียยังไม่ตาย และเจเรมี่ก็รู้ว่าจูเลียยังไม่ตาย คุณจะได้ตัวขับเคลื่อนอารมณ์ แต่จากนั้นคุณก็จะทำให้ผู้ชมหลุดจากเบ็ดในตอนท้าย คุณจะสังเกตได้ว่าคุณจะไม่ได้ยินเรื่องที่คุยเกี่ยวกับการตายของจูเลียจนกระทั่งเจเรมี่เปิดประเด็นขึ้นมา ความเชื่อของการตายจะไม่ถูกพูดถึงกระทั่งหนังผ่านไป 70 นาที ตรงกันข้ามกับการเล่ามันตั้งแต่ต้นเรื่อง เพราะถ้าทุกครั้งที่ผมเห็น อีธาน ฮันต์ ผมจะคิดตลอดว่า ‘ชายผู้น่าสงสารที่เมียตาย”

“นั่นคือสิ่งที่ผมบอกกับค่าย ‘เอาทุกอย่างที่รู้ไปซ่อน และเอาทุกอย่างที่ซ่อนไว้เผยออกมา’ ด้วยความเคารพ ผมไม่ใช่กล่องเก็บความลับ ผมไม่เชื่อว่ามันคือวิธีการเล่าเรื่อง ผมคิดว่ามันจะนำพาไปสู่..เข้าใจว่าเป็นการกระตุ้นการเล่าเรื่อง แต่มันพาคุณไปสู่ตอนจบที่เคยมีคำกล่าว 3 คำยอดเยี่ยมของภาพยนต์ นั่นคือ ‘แล้ว? ไงต่อ? โอเค?’ ถ้าคุณได้ยินคำใดเหล่านี้ คุณต้องกลับไปดูแผนผังบทเสียใหม่ ผมเชื่อว่าความลับจะดีเมื่อถูกเปิดเผย”

การแก้ไขบทครั้งนี้นับว่าแก้หนังส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ เพราะแม็คควอร์รี่ยังมีส่วนร่วมกับการเขียนบทในห้องสองห้องสุดระทึกของตึกระฟ้า บูร์จ คาลิฟา รวมไปถึงฉากติดคุกของฮันต์ และตอนจบที่ฮันต์เล่าเรื่องของจูเลียให้ทีมฟัง

แม็คควอร์รี่ยังบอกอีกว่าการเอ่ยถึงองค์กรซินดิเคทในตอนจบ (ที่ถูกนำมาใช้ในหนังของตัวเองทั้ง 2 ภาค) ไม่ใช่ไอเดียของเขา แต่เป็นไอเดียของ แบรด เบิร์ด ทั้งหมดครับ

ที่มา Collider