หน้าแรก Article กว่าจะเป็น Iron Man จุดเริ่มต้นของจักรวาลหนังมาร์เวล

กว่าจะเป็น Iron Man จุดเริ่มต้นของจักรวาลหนังมาร์เวล

2688

ปัจจุบัน Iron Man ได้กลายเป็นฮีโร่ขวัญใจคนทั่วโลกเพราะความโด่งดังจากการเปิดตัวในฉบับภาพยนตร์ ทั้งความเท่ของชุดเกราะเหล็กที่ทำได้แทบทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องทำความร้อนไปจนถึงอาวุธสุดไฮเทค และอานิสงส์ของผู้รับบท โทนี่ สตาร์ค อย่าง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่ไม่ว่าใครก็ต้องตกหลุมรัก

แต่ก่อนที่จะดังเป็นพลุแตกขนาดนี้ได้ หนังเรื่องนี้ต้องเผชิญปัญหานานัปประการตั้งแต่เริ่มจากศูนย์

ไอเดียของการสร้างหนัง Iron Man ไม่ใช่การสร้างจักรวาลหนังขึ้นมา ไม่แม้แต่หนังรวมฮีโร่ The Avengers ด้วยซ้ำ แต่เป็นไอเดียง่ายๆ ที่ต้องการสร้างหนังจากคอมมิคสักเรื่องขึ้นมา เดิมที มาร์เวลเอนเตอร์เทนเมนท์ ขายลิขสิทธิ์ตัวละครของตัวเองให้กับสตูดิโอต่างๆ นานหลายปี เพื่อสะสางปัญหาหนี้สินรัดตัว รวมถึงให้คำปรึกษา และช่วยเหลือการสร้างหนังอย่าง X-Men, Blade หรือ Daredevil แต่ไม่เคยคิดสร้างหนังขึ้นมาเอง จนกระทั่งปี 2004 มาร์เวลสตูดิโอได้มีวางแผนผลิตหนังด้วยตัวเองและจัดจำหน่ายผ่านพาราเมาท์พิคเจอร์ส และเริ่มด้วย Iron Man หนังที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้

ก่อนที่มาร์เวลสตูดิโอจะได้มีโอกาสพัฒนาหนัง Iron Man หลายสิบปีก่อน หนังถูกเปลี่ยนมือมาหลายสตูดิโอ นับตั้งแต่ในช่วงปลายยุค 90 ฉบับของทเวนตีท์เซนจูรีฟอกซ์ที่วางตัวให้ ทอม ครูซ รับบทเป็นโทนี่ สตาร์ค ไปจนถึงฉบับของนิวไลน์ซินีมาที่ต้องการให้ นิค คาสซาเว็ทส์ จาก The Notebook รับหน้าที่กำกับหลังปี 2000 แต่ท้ายที่สุดหนังก็กลับมายังมาร์เวลสตูดิโอที่พวกเขาได้เริ่มทำงานกันใหม่ตั้งแต่ต้น

หากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ฝ่ายบริหารเลือก Iron Man มาสร้างหนังเป็นเรื่องแรก คำตอบก็คือเพราะความนิยมของของเด็กเล่นเท่านั้น

“มาร์เวลพาเด็กกลุ่มหนึ่งเข้ามาแล้วโชว์รูปซูเปอร์ฮีโร่ อธิบายว่าพลังและอาวุธของแต่ละตัวว่าเป็นยังไง จากนั้นพวกเขาก็ถามเด็กว่าอยากเล่นของเล่นตัวไหนมากที่สุด คำตอบส่วนใหญ่ทำให้มาร์เวลอึ้งมาก เพราะนั่นคือไอร์ออนแมน” นักเขียน เบน ฟริตซ์ เปิดเผยข้อมูลวงในในหนังสือ The Big Picture: The Fight for the Future of Movies ของเขา

ในเวลานั้น มาร์เวลตกที่นั่งลำบากเรื่องการชักชวนมือเขียนบทเนื่องจากพวกเขาเป็นสตูดิโออิสระที่ยังไม่มีการพิสูจน์ฝีมืออะไรมา จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2006 มาร์เวลสตูดิโอก็ก้าวเข้าสู่ความสำเร็จอีกก้าวจากการประกาศว่า จอน เฟฟโร จะรับหน้าที่กำกับหลังเคยทำหนังแฟนตาซี Elf และ Zathura ที่เต็มไปด้วยเทคนิคพิเศษ ซึ่งเฟฟโรได้เข้าไปพัฒนาบทร่วมกับ อาร์ท มาร์คัม และแมตต์ ฮอลโลเวย์ (Convoy) ด้วย

เควิน ไฟกี ประธานมาร์เวลสตูดิโอให้เหตุผลที่เลือกเฟฟโร เพราะเขาเชื่อในพลังของผู้กำกับที่สร้างชื่อจากการทำหนังเล็กๆ เพราะเมื่อมองย้อนไปที่หนัง Spider-Man หรือ X-Men ทั้งผู้กำกับ แซม ไรมี่ และไบรอัน ซิงเกอร์ ก็มีจุดเริ่มต้นไม่ต่างจากเฟฟโร

“แนวคิดของนักทำหนังไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นผู้กำกับแบบแอ็คชั่น” เฟฟโรให้สัมภาษณ์กับนิตยสารวานิตี้แฟร์ “แต่ต้องเล่าถึงเนื้อเรื่องและตัวละครที่ตลกให้มากขึ้น”

เพื่อให้หนังเริ่มถ่ายทำในปี 2007 ขั้นตอนต่อไปหลังจากได้ตัวผู้กำกับแล้ว คือการคัดเลือกนักแสดงผู้รับบทเป็นมหาเศรษฐี โทนี่ สตาร์ค ตอนนั้นเอง โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่หวนคืนสู่วงการอีกครั้งในหนัง Kiss Kiss Bang Bang ในปี 2005 เป็นคนที่เฟฟโรเลือกให้มารับหน้าที่นี้ แต่เขาก็ต้องเจอกับการต่อต้านในทุกย่างก้าว เพราะชื่อเสียงของดาวนีย์ จูเนียร์ ไม่เพียงจะทำให้หนังทำรายได้ตามไม่เป้า แต่การที่เขาเคยเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดจนติดคุกนั้นก็เป็นความเสี่ยงที่มิอาจมองข้าม แต่หลังจากที่มีข่าวลือหลุดออกไปว่าดาวนีย์ จูเนียร์ กำลังถูกพิจารณาให้มารับบทนี้ แฟนๆ ก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาคือคนที่เหมาะสมกับการรับบทนี้

มีข่าวลือว่าอาจเป็น เฟฟโร หรือคนที่ใกล้ชิดของเขา ปล่อยข่าวเรื่องดาวนีย์ จูเนียร์ ออกไป เพื่อโน้มน้าวใจผู้อำนวยการสร้างและผู้บริหารว่าเขาเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบท โทนี่ สตาร์ค

หลังจากดาวนีย์ จูเนียร์ กลายเป็นคนที่จะมาสวมเกราะเหล็ก ใช่ว่าปัญหาจะจบสิ้น เพราะบทหนังยังไม่นิ่งแม้จะใกล้ถ่ายทำแล้วก็ตาม และในบทฉบับดั้งเดิมนั้น แมนดาริน คือตัวร้ายของไอรอนแมน ซึ่งไฟกีบอกว่าจะเป็น “คนรุ่นเดียวกัน” กับโทนี่ สตาร์ค

“เขาอยู่ในบท Iron Man ทุกๆ ฉบับจนกระทั่ง 10 สัปดาห์ก่อนเราถ่ายทำ เขาเป็นคนรุ่นเดียวกับโทนี่ สตาร์ค เขาเป็นคนหนุ่ม เขาเกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางธุรกิจกับสตาร์ค”

เจฟฟ์ บริดเจส ถูกเลือกให้มารับบท โอบาเดอาห์ สเตน ที่วางไว้ว่าจะเป็นตัวร้ายรองของหนังภาคนี้ แต่เมื่อตระหนักได้ว่าตัวร้ายหลักอย่าง แมนดาริน อาจออกมาไม่เวิร์ค ทำให้ค่ายต้องดันโอบาเดอาห์เป็นตัวร้ายหลักอย่างกระทันหัน ทำให้ตอนหนังเปิดกล้องเฟฟโรต้องลงมือแก้ไขบทกันวันต่อวันเพื่อให้หนังออกมาลื่นไหล

“ผมเป็นคนชอบเตรียมตัว ผมชอบรู้บทของผมก่อน” เจฟฟ์ บริดเจส เล่า “แต่บทกลับถูกเปลี่ยนหลายครั้งมาก 10 12 15 ครั้งเห็นจะได้ เรามาทำงานโดยที่ไม่รู้ว่าจะถ่ายฉากอะไร ทุกคนในสตูดิโอนั่งแกว่งเท้าไปมาพร้อมกับดูนาฬิกา และเราก็นั่งอยู่ในรถพ่วงเพื่อคิดบทของเรา ผมปลอบประโลมตัวเองอยู่ในหัวตัวเอง ว่า ‘เจฟฟ์ ผ่อนคลายหน่อย นายแค่เล่นหนังทุนสร้าง $200 ล้าน ของนักเรียนทำหนังเอง‘”

นอกจากนี้ ดาวนีย์และเฟฟโรมักขอคำปรึกษาผู้กำกับชื่อดังอย่าง เชน แบล็ค ผู้กำกับที่ทำให้เขาแจ้งเกิดอีกครั้งใน Kiss Kiss Bang Bang อยู่บ่อยๆ แต่แบล็คไม่ได้มีเครดิตสำหรับการเขียนบทหนังเรื่องนี้

ในขณะที่ปัจจุบันหนังจากค่ายมาร์เวลถูกโยงเป็นเครือข่ายจนกลายเป็นจักรวาลหนังขนาดใหญ่ ทว่า Iron Man กลับไม่ได้ถูกกำหนดว่าจะเป็นตัวตั้งต้นของจักรวาล MCU แม้แต่น้อย เพราะมาร์เวลสตูดิโอเพียงแค่ต้องการสร้างหนังที่ดีที่สุด หนังที่พิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถสร้างหนังของตัวเองได้อย่างอิสระ แต่เฟฟโรก็ไม่อาจจะยั้งมือไม่ให้ตัวเองใส่ไข่อีสเตอร์ในตอนจบของหนังได้

“ฉากท้ายเครดิตเป็นแค่ความนึกอยากสนุก” เฟฟโรให้เหตุผล “ผมอยากใส่ไข่อีสเตอร์ที่แฟนๆ จะชอบ และเราคิดว่าไอเดียของฉากท้ายเครดิตเป็นอะไรที่สนุกดี มันเป็นสิ่งที่ไม่มีในบทมาก่อนตั้งแต่แรก แต่ผมคิดว่าไอเดียที่ นิค ฟิวรี่ ที่รับบทโดย แซม แจ็คสัน เป็นเรื่องที่น่าสนุกดี เพราะ นิค ฟิวรี่ ในคอมมิคเดอะอัลติเมทมีพื้นฐานมาจาก แซม แจ็คสัน และผมคิดว่านั่นคงจะเป็นอะไรที่ดีสำหรับผู้ชม”

ฉากท้ายเครดิตดังกล่าวถูกถ่ายทำขึ้นอย่างลับๆ โดยทีมงานไม่กี่คน เพราะไฟกีอยากให้คนรู้น้อยที่สุดว่า แซมมวล แอล. แจ็คสัน จะมารับบทเป็น นิค ฟิวรี่ หรือฟิวรี่จะปรากฏตัวในหนัง และเฟฟโรก็ต้องเลือกคำที่ฟิวรี่จะพูดออกมาอย่างระมัดระวังด้วย

“เราระวังอย่างมากในการเลือกประโยค ‘คุณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกที่ยิ่งใหญ่กว่า จักรวาลที่ยิ่งใหญ่กว่า’ และ ‘การก่อตั้งทีมอเวนเจอร์ส’ การวางเศษขนมปังสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง เรามีไอเดียว่าเราจะรวมกลุ่มตัวละครเหล่านี้เข้าด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่เราจำเป็นต้องทำก่อน ดังนั้นเราจึงวางคำแถลงภารกิจพื้นฐานของเจตจำนง เพื่อแสดงความตั้งใจ และคิดว่าอาจมีคนไม่กี่คนในโรงภาพยนตร์จะซาบซึ้งกับมันอย่างที่สุด”

Iron Man รอบฉายล่วงหน้าสำหรับนักวิจารณ์ไม่มีการใส่ฉากท้ายเครดิต ดังนั้นมันเหมือนเป็นฉากที่ทำเพื่อแฟนๆ อย่างแท้จริง หลังจากนั้นเหมือนเกิดไฟลามทุ่งเกี่ยวกับข่าวของ Iron Man และคำถามที่ประเดประดังเข้าใส่ เฟฟโร ไฟกี และคนอื่นๆ ถึงการทำหนังปูเข้าสู่หนังรวมทีมอเวนเจอร์ส

หนังได้รับคำวิจารณ์แง่บวกท่วมท้นจากหลายสำนัก อีกทั้งยังทำเงินเปิดตัวในสหรัฐในวันที่ 2 พฤษภาคม 2008 ไปทั้งสิ้น $98.4 ล้าน ติดอันดับ 11 ของหนังเปิดตัวสูงสุดตลอดกาล และทำเงินเปิดตัวสัปดาห์แรกเป็นอันดับที่ 2 ของหนังที่ไม่ใช่หนังภาคต่อ รองจาก Spider-Man ของผู้กำกับ แซม ไรมี่

และตอนนั้นเอง จักรวาลหนังมาร์เวล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า MCU ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

อ้างอิง Collider, Vanity Fair, QZ