หน้าแรก News “วอร์เนอร์ฯ อาจฆ่าแฟรนไชส์ Dune” เดอนีส์ วิลเนิฟ ส่งสาส์นถึง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส

“วอร์เนอร์ฯ อาจฆ่าแฟรนไชส์ Dune” เดอนีส์ วิลเนิฟ ส่งสาส์นถึง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส

38

“ผมได้รู้ข่าวว่าวอร์เนอร์ บราเธอร์ส ตัดสินใจที่นำ Dune ลงฉายบน HBO Max วันเดียวกับโรงภาพยนตร์ โดยนำภาพจากหนังมาใช้โฆษณาสตรีมมิ่งเซอร์วิสของพวกเขา ด้วยการตัดสินใจครั้งนี้ AT&T ได้แย่งชิงหนึ่งในสตูดิโอที่น่าเคารพและสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์วงการหนังไป ไร้ซึ่งความรักต่อภาพยนตร์และผู้ชม ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับการอยู่รอดของมหาอำนาจโทรคมนาคมที่ซึ่งปัจจุบันต้องแบกหนี้กว่า $150 พันล้าน ดังนั้นแม้ว่า Dune จะเกี่ยวข้องกับโรงภาพยนตร์และผู้ชม แต่ AT&T ก็กำลังเอาตัวรอดในวอลสตรีท ทำให้พวกเขาตัดสินใจล้างกระดานในปี 2021 ของวอร์เนอร์ฯ ด้วยความพยายามที่จะดึงดูดความสนใจของผู้ชม”

“การพลิกผันอย่างกระทันหันของบ้านเก่าแก่ของผู้สร้างภาพยนตร์ สู่ยุคใหม่ของการไร้ความสนใจโดยสิ้นเชิง ซึ่งนั่นเป็นที่ชัดเจนสำหรับผม การสร้างภาพยนตร์เป็นการทำงานร่วมกันโดยอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันในการทำงานเป็นทีม แต่วอร์เนอร์ฯ ได้ประกาศว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่ทีมเดียวกับเราอีกต่อไป”

“สตรีมมิ่งเป็นส่วนเสริมที่ดีต่อวงการหนังและทีวี แต่ผมอยากให้ผู้ชมเข้าใจว่าสตรีมมิ่งเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแบกรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้ อย่างเช่นที่เรารับรู้ก่อนจะเข้าสู่ยุคโควิด สตรีมมิ่งสามารถสร้างเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมได้ แต่ไม่ใช่สำหรับขอบเขตและขนาดของ Dune การตัดสินใจของวอร์เนอร์ฯ จะส่งผลให้ Dune ไม่มีโอกาสทำเงินและการละเมิดลิขสิทธิ์จะมีชัย วอร์เนอร์ฯ อาจฆ่าแฟรนไชส์ Dune และขอฝากไว้ว่า จอห์น สแตนคีย์ แห่ง AT&T กล่าวว่าม้าแข่งแห่งสตรีมมิ่งวิ่งออกจากโรงนาแล้ว แต่ในความเป็นจริง ม้าวิ่งออกจากโรงนาเพื่อไปยังโรงฆ่าสัตว์ต่างหาก”

“Dune เป็นหนังที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยทำ ทีมของผมและผมอุทิศเวลาชีวิตกว่าสามปีเพื่อสร้างประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่พิเศษ เสียงและภาพในภาพยนตร์ของเราถูกออกแบบอย่างประณีตเพื่อการรับชมในโรงภาพยนตร์”

“ผมกำลังพูดในนามของตัวเอง ผมจะยืนหยัดร่วมกับผู้สร้างภาพยนตร์คนอื่นๆ อีกสิบหกคนที่เผชิญชะตากรรมเดียวกับผมตอนนี้ โปรดรู้ไว้ว่าผมอยู่ข้างพวกคุณ เราจะเข้มแข็ง เราผู้สร้างภาพยนตร์และซีรีส์ก็คือศิลปินคนหนึ่ง”

“ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าอนาคตของภาพยนตร์จะยังอยู่บนจอใหญ่ต่อไป ไม่ว่าวอลสตรีทจะว่ายังไง นับตั้งแต่กาลเวลาก่อกำเนิด มนุษย์เราต้องการประสบการณ์การเล่าเรื่องอันลึกซึ้ง ภาพยนตร์บนจอใหญ่เป็นมากกว่าธุรกิจ แต่เป็นรูปแบบของศิลปะที่นำผู้คนมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองมนุษยชาติ เสริมสร้างความเห็นอกเห็นใจกัน ประหนึ่งประสบการณ์ทางศิลปะที่แบ่งบันร่วมกันในฐานะมนุษย์”

“เมื่อการแพร่ระบาดของไวรัสสิ้นสุดลง โรงภาพยนตร์จะเต็มไปด้วยคนรักภาพยนตร์อีกครั้ง”

“นั่นคือความเชื่ออันแรงกล้าของผม ไม่ใช่เพราะอุตสาหกรรมต้องการแบบนั้น แต่เพราะมนุษย์เราต้องการภาพยนตร์ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ร่วมกัน”

“ดังนั้น ผมที่มีความไว้วางใจและความรับผิดชอบเชิงสร้างสรรค์ในฐานะเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ ผมขอเรียกร้องให้ AT&T ดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ เคารพ และคำนึงถึงการปกป้องสื่อทางวัฒนธรรมอันสำคัญนี้ เศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นความรับผิดชอบเพียงด้านเดียวขององกรค์ การเสริมสร้างวัฒนธรรมก็เป็นอีกด้านหนึ่ง ประสบการณ์การชมภาพยนตร์เป็นสิ่งที่ไม่เหมือนประสบการณ์ไหนๆ ยุคมืดมนของโรงภาพยนตร์ได้บันทึกประวัติศาสตร์ของเรา สอนเรา เติมพลังจินตนาการเรา ยกระดับและสร้างแรงบันดาลใจให้กับจิตวิญญาณของเรา มันกเป็นมรดกของเรา”

“Long live theatrical cinema!”