หน้าแรก News DC เผยแผนการทำหนังฮีโร่แบบ Multiverse และอนาคตของ Zack Snyder’s Justice Leauge

DC เผยแผนการทำหนังฮีโร่แบบ Multiverse และอนาคตของ Zack Snyder’s Justice Leauge

123

มีอะไรๆ เปลี่ยนไปไม่น้อยหลังจากที่ วอลเตอร์ ฮามาดะ เข้ามารับตำแหน่งประธานดีซีฟิล์ม ซึ่งเขาเคยทำหน้าที่ผู้บริหารการผลิตของ New Line Cinema ผู้ปลุกปั้น The Conjuring และ It จนประสบความสำเร็จ แต่ถึงจะเคยทำงานใหญ่มาก่อน แต่ฮามาดะก็ต้องเข้ามาบริหารหนังดีซีที่กระท่อนกระแท่นหลังจากหนัง Batman V Superman: Dawn of Justice, Suicide Squade และ Justice Leauge

ดังนั้นเอง Aquaman, Joker, Shazam, Birds of Prey และ Wonder Woman 1984 ถือเป็นหนังที่ฮามาดะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ และกำลังจะมีหนังตามมาอีกมากมายอย่าง The Batman, The Suicide Squad, The Flash, Shazam 2 และ Black Adam ซึ่งคำถามสำคัญก็คืออนาคตของหนังเหล่านี้และนอกเหนือจากนี้จะเป็นอย่างไร?

ล่าสุดในระหว่างที่ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์คไทม์ส ฮามาดะก็ได้เผยถึงแผนการสร้างหนังฮีโร่จากคอมมิคดีซีในอนาคตว่า หนังฮีโร่ฟอร์มยักษ์ทั้งหลายยังคงถูกออกแบบให้ฉายในโรงภาพยนตร์ แต่สำหรับตัวละครที่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่าอย่าง Batgirl หรือ Static Shock อาจนำไปฉายใน HBO Max แทน รวมไปถึงความพยายามในการสร้างภาคแยกจากหนังเพื่อฉายใน HBO Max โดยที่เรารู้ตอนนี้ก็มี ซีรีส์ตำรวจที่เป็นภาคแยกของ The Batman และ Peacemaker ภาคแยกของตัวละครจาก The Suicide Squad

 

“สำหรับหนังทุกเรื่องที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ เราคิดอยู่เสมอว่า ‘อะไรจะกลายเป็นภาคแยกได้บ้าง?” ฮามาดะกล่าว

ซึ่งแผนที่วางไว้คือการสร้างหนังฮีโร่ให้ได้ 4 เรื่องต่อปี นับตั้งแต่ปี 2022 โดยฉายในโรงภาพยนตร์ 2 เรื่อง และฉายบน HBO Max 2 เรื่อง

ดิสนีย์เป็นสตูดิโอตัวอย่างที่ดีในแง่ที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานออกมา แต่ที่ผ่านมาวอร์เนอร์ฯ ไม่เคยเป็นเช่นนั้น จนกระทั่ง AT&T เข้าซื้อวอร์เนอร์ฯ ในปี 2018 ซึ่งได้ออกคำสั่งให้มีการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทให้มากขึ้น

“ในอดีตเราเต็มไปด้วยความลับ เรื่องนี้ทำให้ผมตกใจมาก อย่างเช่นมีไม่กี่คนในบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้อ่านบทหนังที่เรากำลังทำอยู่”

ปัญหายังไม่หมดเพียงแค่นั้น หลังยุคหนังยักษ์ล้มอย่าง Justice League เบน แอฟเฟล็ค อยากจะสร้างหนังเดี่ยวแบทแมนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะที่ผู้สร้างคนอื่นๆ ก็อยากจะทำหนังฮีโร่ดีซีที่ไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องอื่น หรืออย่างแย่ก็คือเส้นเรื่องขัดแย้งกันไปเลย ซึ่งเป็นความยุ่งยากที่เกิดจากการไม่ได้มีคนคุมเนื้อเรื่องโดยคนๆ เดียวแบบมาร์เวล ฮามาดะเลยแก้ปัญหาด้วยการทำหนัง Multiverse หรือจักรวาลคู่ขนาน ที่ทำให้มีหลากเส้นเรื่องและหลายตัวละครพร้อมกันได้ อย่างเช่น Wonder Woman ของกัล กาโดท์ อยู่ใน Earth-1 ในขณะที่ The Batman ของโรเบิร์ต แพตทินสัน จะอยู่ใน Earth-2 (เข้าใจว่าการเรียก Earth ดังกล่าวไม่ใช่ชื่อทางการ) ซึ่งได้สร้างอิสระต่อการเล่าเรื่องและการใช้ตัวละคร

แม้ตัวละครบางตัวจะอยู่ในคนละจักรวาล แต่ยังมีทางที่ทำให้พวกเขามาเจอกันได้ อย่างเช่นหนัง The Flash ที่จะเชื่อมโยงหลากจักรวาลเข้าด้วยกัน เพราะ เบน แอฟเฟล็ค และ ไมเคิล คีตัน จะกลับมารับบทแบทแมนในฉบับของตัวเองอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แนวคิดการทำจักรวาลคู่ขนานนั้นไม่ง่าย แม้ดีซีจะเคยเล่าเรื่องแบบนี้ในซีรีส์ของช่อง CW มาก่อน แต่สำหรับบนจอใหญ่ หนังเหล่านี้จำเป็นต้องดึงดูดผู้ชมในวงกว้างกว่า ไม่ใช่แค่ผู้ชมแฟนแอนิเมชั่นหรือคอมมิค การเปลี่ยนนักแสดงในบทเดิมก็อาจทำให้ผู้ชมไม่อินหรือสับสนได้เช่นกัน

”ผมไม่คิดว่าจะมีใครเคยพยายามทำแบบนี้มาก่อน” ฮามาดะออกความเห็น “แต่ผู้ชมก็มีความซับซ้อนมากพอที่จะเข้าใจมันอยู่นะ หากเราทำหนังที่ดีได้ ผู้ชมก็จะเข้ามาดูเอง”

เมื่อพูดถึง Zack Snyder’s Justice League หนังที่ลงเงินกว่า $70 ล้านให้ แซ็ค สไนเดอร์ ทำหนังฉบับที่แท้จริงออกมาให้สำเร็จ คล้ายกับว่าดีซีกำลังมีแผนในอนาคตต่อหนังฉบับนี้ แต่เปล่าเลย ฮามาดะกล่าวว่าหนังเรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในแผนใดๆ เลยของดีซี ซึ่งเขาเรียกมันว่า “ถนนไร้จุดหมาย” คล้ายกับว่าพวกเขากำลังรอดูว่ากระแสจะนำพาหนังไปสู่จุดไหนกันแน่

ถึงแม้ว่าจนถึงตอนนี้ เราไม่อาจมองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ของดีซีได้ชัดนัก แต่สำหรับ เจมส์ วาน ผู้สร้างหนังที่ร่วมงานกับฮามาดะมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การสร้าง The Conjuring ก็ดูเหมือนจะวางใจกับการทำงานร่วมกับฮามาดะในบ้านฮีโร่หลังนี้เป็นอย่างดี

”หลายครั้งในการประชมในสตูดิโอ พวกผู้บริหารมักเอาแต่พูดคำศัพท์ซ้ำๆ แล้วก็พูดขำขันใส่กัน” วานเล่า “แต่วอลเตอร์พูดแต่สิ่งที่สร้างสรรค์ มีประโยชน์​ และสำคัญ เขาคุยด้วยภาษาที่ผมเข้าใจ”